เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคเอกชนในการร่วมกันก่อร่างสร้างขบวนเครือข่ายสมัชชาเกษตรกรรมยั่งยืนภาคเหนือ โดยมีพี่น้องเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน พะเยา และเครือข่ายพื้นที่ภาคกลางและภาคอีสานเข้าร่วม การจัดสมัชชาฯที่ผ่านมาได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ครั้ง ได้แก่ จ. พัทลุง จ. ยโสธร และ จ. มหาสารคาม ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ถูกจัดขึ้นใน จ. ลำพูน (วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน) วันที่ 9-10 พฤษภาคม 2562                                                     

“ฮักแพง แบ่งปัน เมล็ดพันธุ์บ้านเฮา” ถูกใช้เป็นชื่อตีมของงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ภาคอีสาน 62 ซึ่งปีนี้ถูกจัดเป็นครั้งที่ 12 แล้ว ด้วยเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเห็นความสำคัญของการแลกเปลี่ยนพันธุกรรมพื้นบ้านรวมถึงนวัตกรรมความรู้ต่างๆที่นำมาบอกเล่า ส่งต่อให้กับเครือข่ายที่มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ และการจัดงานในปีนี้ถือว่าเป็นโอกาสดีที่มีการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ การติดตามสถานการณ์ด้านการเกษตรโดยการจัดเวทีอัพเดทความก้าวหน้าร่าง พ.ร.บ. เกษตรกรรมยั่งยืนที่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ขั้นตอนกฤษฎีกาแล้ว และอีกไม่นานคาดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวจะถูกนำมาใช้และเอื้อประโยชน์ให้กับพี่น้องเกษตรกร

 

ถ้าพูดถึงกัญชาในช่วงนี้แล้วจะสังเหตุได้ถึงกระแสที่ค่อนข้างมาแรง โดยเฉพาะการใช้กัญชาเป็นสมุนในการรักษาโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็ง โรคซึมเศร้า นอนไม่หลับ และอีกหลายๆโรค แต่ถึงอย่างไรก็ตามกัญชาในปัจจุบันก็ยังคงเป็นพืชผิดกฎหมาย ประเทศไทยบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ที่มีรวมเอาพืชกัญชาไปอยู่ในนั้นด้วย โดยจัดให้กัญชาเป็นสิ่งเสพติดประเภทที่ 5 ห้ามมีไว้ครอบครอง ผู้ใดมีไว้เกิน 10 กิโลกรัมก็จะกลายเป็นผู้ค้าทันที ซึ่งอัตราโทษก็จะหนักขึ้นตามไปด้วย

ด้วยภูมินิเวศจังหวัดพัทลุงที่ติดทะเลและควน (ควนหมายถึงพื้นที่ราบสูง) การปลูกข้าวของภาคใต้จึงมี 2 รูปแบบคือข้าวนา คือปลูกในพื้นที่นาลักษณะเหมือนภาคกลางของประเทศไทย และข้าวไร่คือปลูกในพื้นที่ราบสูงตามร่องสวนใหม่ ในช่วงที่อายุยางพาราไม่เกิน 3 ปีจะยังคงมีแสงแดดส่องลงมาถึงพื้นสวน ในปัจจุบันพื้นที่ปลูกข้าวไร่หายไปจำนวนมากเกี่ยวเนื่องกับวิถีชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวและพืชผักในไร่ไว้กิน ความเร่งรีบในการหาเงินเพื่อเลี้ยงชีพ มุ่งเน้นทำสวนปาล์มและยางพาราเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้พันธุ์ข้าวและวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าวค่อยๆเลือนหายไป

นับว่าเป็นความพยายามของกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ที่พยายามผลักดัน พ.ร.บ. ข้าวมาอย่างต่อเนื่องหลายปีแล้ว ครั้งนี้ก็เป็นความพยายามรอบสุดท้ายที่จะดันกฏหมายดังกล่าวให้ทันในรัฐบาล คสช. ซึ่งตอนนี้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้มีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เบื้องต้นคาดว่าจะเข้าสภา สนช. วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีกระแสสังคมทั้งชาวนาจากเครือข่ายต่างๆยังเกิดข้อกังขาในเนื้อหาหลายประเด็น ทำให้มีการยื่นหนังสือขอให้ชะลอการพิจารณาต่างกฏหมายดังกล่าวไปหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศเข้าสู่กระบวนการทางประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งก่อน กระแสดังกล่าวทำให้สภา สนช. เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 26 กุมภาพันธุ์ 2562 (เลื่อนออกไปอีก 6 วัน) ยังพอมีเวลาให้พี่น้องเครือข่ายชาวนาได้ร่วมพิจารณาเนื้อหาในกฏหมายกันอีก 4-5 วัน